22/1/57

WINNER Company Profile




http://www.winnergroup.co.th/index.htm


วินเนอร์ กรุ๊ปเป็นบริษัทที่อยู่กับธุรกิจอาหารของคนไทยมาอย่างยาวนาน และเกี่ยวข้องกับภาคอุตสาหกรรมอาหารของคนไทยมาโดยตลอด โดยในช่วงแรกเราได้นำเข้าสินค้าวัตถุดิบและส่วนประกอบอาหารสำหรับอุตสาหกรรมอาหาร และต่อมาได้ต่อยอดขยายไปในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคเพื่อเจาะตลาดเข้าทั้งช่องทางฟูดเซอร์วิสและผู้บริโภคโดยตรง

สินค้าของวินเนอร์ กรุ๊ป นอกจากการนำเข้าแล้ว ยังมีโรงงานผลิตสินค้าเอง ปัจจุบันผลิตสินค้ากลุ่มสารผสมต่างๆ เช่น ผงฟู และน้ำตาลไอซิ่ง และมีแผนที่จะขยายพื้นที่ของโรงงาน และเพิ่มกำลังการผลิตอีกเท่าตัวให้เพียงพอต่อความต้องการสำหรับภาคธุรกิจ และรองรับความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้งยังเป็นการตั้งรับเตรียมความพร้อมรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 ซึ่งเป็นหนึ่งในแผนอนาคตที่จะเจาะสู่ตลาดเวียดนาม พม่า ลาว เป็นต้น ซึ่งประเทศเหล่านี้ต่างมีการขยายและเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร และยังมีช่องว่างทางการตลาดมีความต้องการสินค้าวัตถุดิบทางด้านอาหารอีกเป็นจำนวนมาก

ในปีที่ผ่านมาได้ขยายไปสู่ธุรกิจบริการอาหารและเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง โดยเปิดร้านกาแฟระดับพรีเมียมภายใต้ชื่อ “Delice” รวม 2 สาขาที่ Park Lane เอกมัย และ The Promanade ซึ่งถือเป็นการต่อยอดของธุรกิจภายใต้ วินเนอร์ กรุ๊ป






 
 


 
 ไม่ได้ร่วมตั้งบริษัทเมื่อ30ปีก่อน แต่ “กนกพรรณ เกรียงไกรกฤษฎา”คนสนิท“เจน วองอิสริยะกุล”หุ้นใหญ่“วินเนอร์กรุ๊ป”น้อมรับ“โจทย์หิน”5ปีโตปีละ 20%
 
 
“ไม่เคยกู้เงินระยะยาว เดินธุรกิจด้วยกระแสเงินสด” สารที่ “เหมี่ยว-กนกพรรณ เกรียงไกรกฤษฎา” รองกรรมการผู้จัดการ ในฐานะผู้ถือหุ้น 2.93% (ตัวเลขหลังขายหุ้นไอพีโอ) บมจ.วินเนอร์กรุ๊ป เอ็นเตอร์ไพรซ์ หรือ WINNER พยายามส่งถึงผู้ถือหุ้นทุกราย

“วินเนอร์กรุ๊ป เอ็นเตอร์ไพรซ์ ดำเนินธุรกิจนำเข้า ผลิต และจัดจำหน่ายวัตถุดิบ ส่วนผสมและเคมีภัณฑ์อาหารที่ใช้ในการแปรรูปอาหารอย่างครบวงจร เปิดซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เมื่อวันที่ 3 ต.ค.ที่ผ่านมา ในราคา 4.92 บาท หรือ 146% จากราคาจอง 2 บาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.25 บาท

แม้จะไม่ได้ร่วมก่อตั้งบริษัท “แต่ “เหมี่ยว-กนกพรรณ” ถือเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของ “ตระกูลวองอิสริยะกุล” ในฐานะหุ้นใหญ่ 50.56% (ตัวเลขหลังขายหุ้นไอพีโอ) “เจน วองอิสริยะกุล” หุ้นใหญ่ 33.99% นั่งสอบสัมภาษณ์เธอด้วยตนเอง

“หลังเข้าตลาดหุ้นเราต้องมียอดขายขยายตัวเฉลี่ยปีละ 15-20%” โจทย์ใหญ่ที่ “กลุ่มวองอิสริยะกุล” อยากเห็นมากที่สุด แม้จะยากแต่ถือเป็นเรื่องที่ดี อย่างน้อยก็เป็นแรงผลักดันในการทำงานให้ตัวเอง เพื่อก้าวไปสู่ “สเต็ปของมืออาชีพ” ในธุรกิจซื้อมาขายไป” “รองกรรมการผู้จัดการ” เล่าแผนงานครั้งใหม่ให้ “กรุงเทพธุรกิจ Biz Week” ฟัง

ก่อนเข้าสู่เป้าหมายการทำงาน หลังเข้าเป็นหนึ่งในสมาชิกตลาดหลักทรัพย์ เธอย้อนประวัติชีวิตว่า เราเป็นลูกสาวคนโตในจำนวนพี่น้อง 4 คน หลังจบปริญญาตรี คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก็ไปเรียนต่อปริญญาโท บริหารธุรกิจ (MBA) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระหว่างเรียนปริญญาตรีมีโอกาสไปศึกษาภาษาญี่ปุ่น 1 ปีกว่า ณ สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยีญี่ปุ่น ย่านสุขุมวิท 29

“เรียนภาษาญี่ปุ่น เพราะอยากสร้าง “จุดแตกต่างให้ตัวเอง” เพื่อนบางคนเขาเก่งกว่าเรา ฉะนั้นเราต้องหาความสามารถพิเศษ โชคดีที่เป็นคนชอบเรื่องภาษา ดังนั้นการมีภาษาที่ 2 ถือเรื่องโดดเด่นของตัวเอง”

ทำงานครั้งแรกใน “อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย)” ตอนนั้นเข้าไปทำงานด้วยความภาคภูมิใจ เพราะเรามีความรู้ด้านภาษาญี่ปุ่น ทำงานได้เพียง 10 เดือนก็ลาออก เพราะอยากทำงานที่มีความท้าทายมากกว่านี้ บังเอิญมีเพื่อนคนหนึ่งแนะนำให้เราไปสมัครงานที่ “วินเนอร์กรุ๊ป” วันแรกที่ได้สัมภาษณ์กับคุณเจนรู้สึกประทับใจมาก เพราะแกถามว่า “มีอะไรจะถามผมมั้ย” บริษัทอื่นเขาไม่ถามกันแบบนี้

ด้วยความที่เรายังเด็กดันถามกลับว่า “อนาคตบริษัทแห่งนี้จะเป็นอย่างไร โอกาสเติบโตจะมุ่งหน้าไปทางไหน” จำได้เลย คุณเจนนิ่งไปสักพักพรางมองหน้าเรา ในใจแกคงคิดว่า “เด็กคนนี้ช่างกล้า” แต่แกตอบกลับว่า ผมหวังว่าอนาคตเราจะขายสินค้าในอุตสาหกรรมอื่นๆ เพื่อต่อยอดธุรกิจอาหาร” ทุกวันนี้แกทำให้เห็นแล้วว่า “บริษัททำได้จริงๆ”

คุณเจนร่วมก่อตั้งบริษัทแห่งนี้กับเพื่อนๆที่เรียนคณะวิทยาศาสาร์เทคโนโลยีการจัดการอาหาร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 7-8 คน ด้วยทุนจดทะเบียนครั้งแรก 1 ล้านบาท “เหมี่ยว” บอกว่า เธอเริ่มทำงานในบริษัทแห่งนี้ เมื่อวันที่ 21 ก.พ. 2533 นี่ก็ผ่านมา 23 ปีแล้ว เริ่มต้นจากต่ำแหน่ง “เซลล์” บังเอิญเรามีความรู้ด้านวิทยาศาสคร์ ประกอบกับมีความสนใจด้านการขาย เมื่อทำงานจริงๆ ไม่ผิดหวังเลย อาชีพนี้เหมาะสำหรับคนที่ไม่ชอบอยู่นิ่ง ครั้งหนึ่งเราเคยขับรถไปหาลูกค้าไกลถึงมหาชัย และเคยใส่รองเท้าส้นสูงข้ามเรือไปพบลูกค้าที่โรงงาน สนุกสนาน ชีวิตเราเล่าวันนี้ไม่จบ (หัวเราะ)

“หัวใจสำคัญ” ของธุรกิจซื้อมาขายไป คือ การมีสินค้าใหม่ๆ มาจำหน่ายตลอดเวลา ทุกวันนี้เรามีซัพพลายเออร์ชั้นนำส่งสินค้าให้เราตลอด ทุกครั้งที่บริษัทมีพาร์ทเนอร์ใหม่ๆ เปรียบเหมือนเรามีโรงงานใหม่เพิ่มเข้ามา โดยที่ไม่ต้องสร้างโรงงานเอง เธอเชื่อเช่นนั้น..

ถามถึงแผนธุรกิจ 3-5 ปีข้างหน้า (2556-2560)? “รองกรรมการผู้จัดการ” บอกว่า จริงๆในไฟลิ่ง ของบริษัทระบุเป้าหมายการดำเนินธุรกิจไว้ชัดเจน อนาคตเรายังคงทำธุรกิจเทรดดิ้งเหมือนเดิม แต่เราจะเข้าไปในอุตสาหกรรมใหม่ๆมากขึ้น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมใกล้เคียง เช่น อุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับยา เครื่องสำอาง และ อาหารสัตว์ ปัจจุบันเรามีการจำหน่ายบ้างแต่ยังไม่เต็มที่ ตั้งใจจะปั้นสินค้าที่เกี่ยวข้องกับสารเคมีที่ทำให้ยาสีฟันแข็งตัวให้มีสัดส่วนมากขึ้น เพื่อเสริมผลประกอบการของบริษัท

สำหรับธุรกิจผลิตและจำหน่ายสินค้าแบรด์ “วินเนอร์กรุ๊ป” สินค้าตัวแรกจะเกี่ยวข้องกับ “เครื่องดื่ม” ตอนนี้ยังบอกราละเอียดไม่ได้ เดี๋ยวคู่แข่งรู้หมด (หัวเราะ) ตั้งใจจะใช้สินค้าตัวนี้ในการสร้างแบรนด์ตัวเองให้เป็นที่รู้จักภายในประเทศ เพื่อที่อนาคตจะออกไปสู่ตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในแถบ AEC คาดว่าปี 2557 จะเห็นแผนงานนี้เป็นรูปร่างมากขึ้น ปัจจุบันอยู่ระหว่างขอจดลิขสิทธิ์ชื่อตราสินค้า

อนาคตอยากเห็นแบรนด์ของเรา “โกอินเตอร์” แต่คงต้องสร้างแบรนด์ให้เกิดในประเทศก่อน อยากให้สินค้าของเรามีคุณภาพ เราจะไม่ยอมขายของชนิดขอไปที แบรนด์เราต้องเป็นที่จดจำและน่าเชื่อถือ ธุรกิจผลิตและจำหน่ายเอง ปัจจุบันมีสัดส่วนรายได้เพียง 7% ปี 2557 อาจเพิ่มเป็น 10% ของรายได้รวม ปัจจุบันบริษัทมีกำลังการผลิตสินค้าเพื่อจัดจำหน่าย 4,305 ตันต่อปี คาดว่าปีหน้าจะขึ้นเป็น 9,500 ตันต่อปี

เธอ เล่าต่อว่า ภายในปี 2556 เราจะเพิ่มการนำเข้าสินค้าระดับ “พรีเมียม”ต่อเนื่อง เพื่อเจาะตลาดที่มีกำลังซื้อในประเทศ และกลุ่มคนต่างชาติที่เข้ามาทำงานในเมืองไทย หลังเห็นอัตราการเติบโตของกลุ่มเหล่านี้สูงขึ้น ทั้งในกรุงเทพฯ ภูเก็ต เชียงใหม่ และตามหัวเมืองใหญ่

ปีก่อนเราได้ขยายงานไปสู่ธุรกิจบริการอาหาร เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง ด้วยการเปิดร้านกาแฟระดับพรีเมี่ยม ภายใต้ชื่อ “Delice” จำนวน 2 สาขา คือ สาขา Park Lane เอกมัย และสาขา The Promanade ถือเป็นการต่อยอดธุรกิจภายใต้แบรนด์ “วินเนอร์กรุ๊ป”

อยากให้นักลงทุนเชื่อมั่นเรา การเข้ามาระดมทุนไม่ได้ต้องการเพียงเงินอย่างเดียว แต่เราอยากให้บริษัทมีมาตราฐานมากขึ้น เราขายสินค้าระดับอินเตอร์ ฉะนั้นเรื่องภาพลักษณ์ถือเป็นสิ่งสำคัญ ธุรกิจอาหาร ถือเป็น 1 ในปัจจัย 4 ฉะนั้นธุรกิจของบริษัทมีอัตราเติบโตต่อเนื่องแน่นอน

“เราไม่พานักลงทุนไปเสี่ยงอันตรายเด็ดขาด”

“อนาคตหุ้น WINNER จะเป็นหุ้นเติบโตอย่างยั่งยืน และจะเป็นบริษัทที่จ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ รับรอง คุณจะมี “ความสุข” เมื่อเห็นผลตอบแทนที่แสนจะ “แฮปปี้” ของเรา
 “หุ้นปันผล” ถูกใจใช่เลย

“เหมี่ยว-กนกพรรณ” ในฐานะนักลงทุนมือสมัครเล่น เล่าว่า เมื่อก่อนไม่ค่อยออมเงินผ่านการลงทุนในตลาดหุ้นมากนัก ไม่อยากเสียสมาธิในการทำงาน ฉะนั้นจึงมักออมเงินผ่านกองทุนหุ้น และกองทุนตราสารหนี้ประมาณ 60% ส่วนที่เหลือจะกระจายๆไปตามตลาดหุ้น หุ้นกู้ และฝากแบงก์ ผลตอบแทนจากการจัดสรรการลงทุนแบบนี้ ไม่ค่อยมากเฉลี่ย 5-6% เท่านั้น

แต่เพิ่งเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น เมื่อรู้ว่าเจ้าของจะนำ WINNER เข้าตลาดหุ้น ออกแนวอยากหาความรู้เรื่องหุ้นมากขึ้น ปัจจุบันมีหุ้นในพอร์ต 5-6 ตัว ทุกตัวเป็น “หุ้นปันผล” ตั้งใจจะถือลงทุนระยะยาว ตัวแรก คือ หุ้น แม็คกรุ๊ป (MC) ช้อนมาตั้งแต่ราคา IPO สนใจหุ้นตัวนี้ เพราะชื่นชอบสองผู้บริหารหญิง “สุณี เสรีภาณุ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ “ติ่ง” ปรารถนา มงคลกุล ประธานกรรมการบริหาร

ทั้งสองคนเป็นผู้หญิงเก่ง ทุกครั้งที่ให้ข่าวแกพูดจาดูมีวิชั่น ถือเป็นผู้บริหารที่มีธรรมาภิบาลที่ดี และเป็นผู้บริหารที่ก่อตั้งบริษัทเองกับมือ ดังนั้นจะต้องเป็นคนที่รู้จักบริษัทดีที่สุด ฉะนั้นเขาย่อมรู้ดีว่า ธุรกิจควรเดินไปทิศทางไหน เพื่อให้ผลประกอบการเติบโต

หุ้น เอเชีย เอวิเอชั่น (AAV) ซื้อเพราะรู้จักเป็นการส่วนตัวกับ “โจ-ทัศพล แบเลเว็ลด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เราเชื่อมั่นในธุรกิจของเขา ด้วยความที่บริษัทเป็นสายการบินต้นทุนต่ำ (โลว์คอส) ที่มีผลประกอบการเติบโต และมีกำไรต่อเนื่อง หากเทียบกับสายการบินต้นทุนต่ำอื่นๆ ยังมีกำไรไม่เท่ากับเขา ถือเป็นสายการบินต้นทุนต่ำ “ที่ถูกใจใช่เลย”
หุ้น โรงพยาบาลจุฬารัตน์ (CHG) ส่วนตัวชื่นชอบกลุ่มโรงพยาบาลอยู่แล้ว โรงพยาบาลบางแห่งจดทะเบียนเป็นบริษัทมหาชน แต่ไม่ได้เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้น เรายังเคยขอซื้อหุ้นเขาเลย หากเขามีหุ้นออกมาขาย เช่น โรงพยาบาลธนบุรี เรามีทั้งหุ้นสามัญ และหุ้นกู้

กลุ่มโรงพยาบาลถือเป็น “หุ้นพื้นฐานดี” ใครเข้าไปใช้บริการโรงพยาบาลไม่มีใครต่อรองราคา เขาบอกค่ารักษามาเท่าไรก็ต้องจ่ายไปเท่านั้น ดังนั้นเป็นธุรกิจที่มีรายได้ชัดเจน เหตุที่ช้อนหุ้น CHG ช่วงนั้นกำลังอินหุ้นไอพีโอ (หัวเราะ) หาข้อมูลง่าย

“ไม่ชอบหุ้นหวือหวา จำพวกมี “เซอร์ไพร์ส” ไม่ปลื้มเลย ขอเน้นหุ้นปันผล และหุ้นเติบโตดีกว่า ยกตัวอย่าง “หุ้น วินเนอร์กรุ๊ป เอ็นเตอร์ไพรซ์” รับรองไม่มีวันปล่อยออกมาเด็ดขาด”
 
 
ข้อมูลสินค้าที่บริษัทเป็นตัวแทนจำหน่าย
 

TMA -ศักยภาพทางการตลาด Jeans

4/9/56

ศิลปะของการเลือกหุ้น – William O’Neil


วิลเลียม โอนีล (William O’Neil) เป็นตัวอย่างของนักลงทุนผู้มองโลกในแง่ดี เป็นแฟนตัวยงและเชื่อมั่นในศักยภาพของระบบเศรษฐกิจอเมริกัน บิลกล่าวเสมอว่า โอกาสอันเยี่ยมยอดเกิดขึ้นทุกปีในอเมริกา เมล็ดสนเล็ก ๆ สามารถเติบโตเป็นต้นสนขนาดใหญ่มหึมาได้ อะไรก็เกิดขึ้นได้ขอเพียงมีความมานะพยายาม ทำงานหนัก ความมุ่งมั่นของเราคือปัจจัยสำคัญที่สุดในความสำเร็จ เตรียมตัวให้พร้อมแล้วคว้าไว้ให้ได้

โอนีลคือข้อพิสูจน์สิ่งที่เขา พูดเอง เขาเกิดในยุค great depression ที่รัฐโอกลาโฮมาและเติบโตขึ้นในรัฐเทกซัส เขาเริ่มอาชีพครั้งแรกด้วยการทำงานเป็นนักวิเคราะห์ในบริษัทหลักทรัพย์ในปี 1958 ณ บริษัทแห่งนี้ โอนีลเริ่มพัฒนาหลักการและแนวคิดของการลงทุน อันเป็นจุดเริ่มต้นของวิธี CANSLIM อันโด่งดัง ในระยะเวลาเพียง 2 ปี ระหว่างปี 1962-63 ผลตอบแทนของโอนีลสูงถึง 40 เท่า ในปีถัดมา บิล ลาออกจากที่ทำงานเพื่อตั้งบริษัท William O’Neil & Co เป็นบริษัทหลักทรัพย์ของตนเอง และทำหน้าที่วิเคราะห์หลักทรัพย์ให้กับลูกค้าสถาบัน โดยมีลูกค้าสถาบันกว่า 500 แห่ง ในปี 1983 โอนีลเปิดตัว Investor’s Daily หนังสือพิมพ์เพื่อการลงทุนสำหรับลูกค้าบุคคลเป็นครั้งแรก เพื่อนำเสนอข้อมูลของหุ้นอันประกอบด้วย EPS, relative strength และ trade volume ของหุ้นแต่ละตัว และอีก 5 ปีถัดมา เขาเขียนหนังสือชื่อ How to Make Money in Stocks ที่นักลงทุนแนวนี้ใช้เป็นรากฐาน และตำราอ้างอิงแห่งการลงทุน ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่โอนีลทำงานเกี่ยวกับการนำเสนอข้อมูลผ่านสิ่งพิมพ์ ของเขา ผลตอบแทนในการลงทุนไม่ได้ถดถอยลงแต่อย่างใด โอนีลสามารถทำผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีได้ราว 40% ในช่วงระยะเวลาสิบปีหลังมาตลอด

ต่อไปจากนี้ เป็นการสรุปหลักการสำคัญที่ วิลเลียม โอนีล ให้ไว้ในการสัมภาษณ์กับ Jack Schwager ใน Market Wizards

1. โอนีลค้นพบแนวคิด ที่มาของ CANSLIM ในปี 1959 โดยศึกษาลักษณะการเลือกหุ้น และการลงทุนของ Jack Dreyfus ผ่าน Dreyfus fund ซึ่งทำผลตอบแทนได้เป็น 2 เท่าของผลตอบแทนเฉลี่ยของกองทุนรวมอื่นในตลาด โอนีลค้นคว้ารายงานประจำไตรมาสของ Dreyfus fund และรายละเอียดของหุ้น และระยะเวลาที่กองทุนเข้าซื้อหุ้นกว่า 100 ตัว และนำมา plot ใน chart สิ่งที่โอนีลพบก็คือ หุ้นทุกตัวที่ Dreyfus fund เข้าซื้อ ล้วนแต่เป็นหุ้นที่ทำ new high

2. ดังนั้นแนวคิดแรกของโอนีลที่ได้เรียนรู้มาคือ การจะทำผลตอบแทนได้ดีนั้นไม่ได้เกิดจากการเข้าซื้อหุ้นที่ราคาต่ำ หรือใกล้ราคาต่ำที่สุด แต่เกิดจากการซื้อหุ้นที่ break out จาก broad base และกำลังทำ new high เมื่อเทียบกับ base นั้น เราพยายามหาหุ้นที่กำลังเริ่ม major move หรือ major trend ดังนั้นเราจะไม่นั่งแช่เสียเวลา 6 เดือน 9 เดือนกับหุ้นที่ไม่ไปไหน

3. หลังจากนั้น เขาพยายามศึกษาลักษณะของหุ้นที่เป็น big winner ทั้งหมดว่าหุ้นแต่ละตัวนั้นมีคุณลักษณะอะไรบ้างที่เหมือนกัน ก่อนที่จะกลายเป็นหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูง จนเป็นที่มาของหลักการ CANSLIM

4. Current earning หุ้นที่มีผลตอบแทนดีที่สุด มักมีผลกำไรของไตรมาสล่าสุด เทียบ YOY เพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว 70% ก่อนที่หุ้นจะทำ major price advance ไม่มีเหตุผลอะไรที่หุ้นจะขึ้นได้มาก ถ้าผลกำไรของกิจการเท่าเดิมหรือแย่ลง โอนีลใช้เกณฑ์นี้เป็นข้อแรกในการเลือกหุ้นว่า หุ้นที่เขาจะเลือกจะต้องมีการเติบโตของผลกำไรไตรมาสล่าสุดอย่างน้อย 20-50% YOY

5. Annual earning การศึกษาย้อนหลังของโอนีล พบว่าหุ้นที่เป็น top performer จะมี 5Y CAGR ของ earning เฉลี่ย 24% ในอุดมคติ เราจึงควรเลือกหุ้นที่มี annual earning growth YOY ด้วย ซึ่ง IBD จะมีการคำนวณ EPS rank โดยคำนวณการเติบโตของ quarterly EPS 2 ไตรมาสล่าสุด ร่วมกับ annual EPS growth 5 ปีย้อนหลัง แล้วเรียงลำดับ percentile เทียบกับหุ้นทั้งตลาด

6. New สิ่งใหม่อาจเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่/บริการใหม่, ทีมผู้บริหารใหม่ หรือ อุตสาหกรรมกลุ่มใหม่ ข้อมูลของโอนีลพบว่า 95% ของหุ้นยอดเยี่ยม จะมีอะไรใหม่ในสามกลุ่มนี้ นอกจากนี้คำว่า new ยังหมายถึง new high price ด้วย เพราะ 98% ของนักลงทุนจะไม่ยอมซื้อหุ้นที่ทำ new high เป็นที่มาแห่งวาทะที่โอนีลมักกล่าวเสมอว่า “It is one of the great paradoxes of the stock market that what seems too high usually goes higher and what seems too low usually goes lower.”

7. Share outstanding (supply/demand) พบว่าหุ้นกว่า 95% ที่ได้ผลตอบแทนดีมาก มักเป็นหุ้นที่มีจำนวนหุ้นน้อยกว่า 25 ล้านหุ้นในช่วงที่มี performance ดีที่สุด ค่าเฉลี่ยของจำนวนหุ้นต่อกิจการอยู่ที่ 11.8 ล้านหุ้น

8. Leader or laggard ในช่วง 30 ปีย้อนหลัง พบว่าหุ้นที่ทำผลตอบแทนให้นักลงทุนได้ดีที่สุด 500 ตัวแรกจะมีค่า 12-month relative strength score (percentile) เท่ากับหรือมากกว่า 87 ก่อนจะมี major price move ดังนั้นหุ้นที่เลือกควรจะเป็นหุ้นนำตลาดเสมอ โดยโอนีลจะเลือกหุ้นที่มี RS rating มากกว่าหรือเท่ากับ 80

9. Institution เป็น demand ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของหุ้น ดังนั้นหุ้นที่มีความต้องการจากสถาบันจะเป็นหุ้นที่ขึ้นได้เร็วกว่า อย่างไรก็ดี หุ้นที่มีสถาบันถืออยู่มากเกินไปกลับไม่ใช่หุ้นดีเพราะจะกลายเป็นปัจจัยที่ ทำให้เกิดแรงขายอย่างแรง ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่ดีกับหุ้นตัวนั้น หรือตลาดโดยรวม

10. Market direction มีความสำคัญต่อการวิ่งของหุ้น เพราะหุ้น 3 ใน 4 จะมีการเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับตลาดเสมอ

11. จากหลัก CANSLIM ทั้ง 7 ข้อ ในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ จะมีหุ้นไม่เกิน 5% ที่เข้าเกณฑ์นี้ (โดยเฉลี่ยจะมีราว ๆ 2%) จะเห็นได้ว่าเกณฑ์นี้เข้มงวดมาก เพราะเราต้องการเลือกเฉพาะหุ้นที่ดีที่สุด

12. ในช่วงระยะเวลาที่โอนีลลงทุนมาด้วยหลักการนี้ winning rate ของเขาอยู่ที่ราว ๆ 2 ใน 3 (ถือว่าเยอะมาก) แต่มีหุ้นเพียง 10-20% ที่เป็น super performers

13. โอนีลจะไม่เข้าซื้อหุ้นที่เข้าเกณฑ์ตามหลักพื้นฐาน (คือ current และ annual earning) ถ้าหุ้นไม่เข้าตามเกณฑ์ RS rating และไม่มี breakout ไม่ซื้อที่ base หรือซื้อก่อนจะมี breakout เพราะหุ้นอาจไม่มี breakout เลยก็ได้ การลงทุนในหุ้นเรามีโอกาสจะซื้อเร็วไป หรือซื้อช้าไปได้เสมอ แนวคิดการซื้อที่ breakout คือการเข้าซื้อเมื่อเราอยู่ในจุดที่มีโอกาสขาดทุนน้อยที่สุด การซื้อที่ base หุ้นอาจมีการแกว่งตัวได้สูงถึง 10-15% ซึ่งเรามีโอกาสถูกเขย่าออกไปก่อนได้ ถ้าเราเข้าซื้อในจุดที่ถูกต้อง หุ้นจะมีโอกาสน้อยมากที่จะ correct ลงมาเกิน 7%

14. RS rating สูงมาก ๆ เช่น 99% ไม่ได้หมายความว่าหุ้นนี้ขึ้นไปสูงมาก และใกล้ดอยเสมอ สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขสูง ๆ ของ rating แต่อยู่ที่ว่าราคาหุ้นได้ขึ้นไปสูงเกินว่า base มากหรือยัง (overextended price) โอนีลจะไม่ซื้อหุ้นที่ราคาพุ่งจาก base ไปเกิน 10%

15. การดูทิศทางตลาด เพื่อแยกระหว่าง market top กับ normal correction โอนีลบอกว่า market top เกิดขึ้นได้ 2 แบบเท่านั้นคือ แบบแรก ดัชนีทำ new high แต่ volume เบาบาง หรืออีกแบบคือ volume หนาแน่นหลาย ๆ วัน แต่ดัชนีไม่ค่อยไปไหน วิธีการดูทิศทางตลาดอีกแบบที่ดีคือ คอยสังเกต performance ของ leading stocks ถ้าพบว่าในขณะที่ตลาดเป็นกระทิง แต่หุ้นนำตลาดเริ่ม break down ไปทีละตัวสองตัว ถือเป็นสัญญาณของ market top ได้

16. ตัวชี้วัดอีกอย่างหนึ่งที่โอนีลกล่าวไว้คือ ให้ดู Fed fund rate ถ้า Fed ขึ้นดอกเบี้ย 2-3 หนแล้ว ตลาดที่เป็นกระทิงอยู่มักไม่ค่อยรอด

17. โอนีลไม่แนะนำให้นักลงทุนทั่วไป short หุ้นในช่วงตลาดหมี โอนีลเองทำกำไรจากการ short ในตลาดหมีได้เพียง 2 ใน 9 หน สัญญาณ short ที่ดีใน chart คือหุ้นที่ break out ใน 3rd หรือ 4th base แล้ว fail และจุด stop loss ของ short ก็เหมือนกันคือไม่เกิน 7%

18. ปรัชญาการเลือกหุ้นของโอนีลคือ หุ้นทุกตัวเลวหมด ไม่มีหุ้นดียกเว้นหุ้นจะมีราคาสูงขึ้น ถ้าซื้อแล้วหุ้นลง ต้อง cut loss เสมอ ความลับสำคัญของการเอาชนะตลาด ไม่ได้อยู่ที่การซื้อถูกเสมอ ในความเป็นจริงคุณถูกน้อยกว่าครึ่งก็สามารถเอาชนะตลาดได้ กุญแจสำคัญอยู่ที่การขาดทุนให้น้อยที่สุดเมื่อคุณผิด ถ้าซื้อแล้วขาดทุนเกิน 7% โอนีลจะขายหมดโดยไม่มีข้อแม้ใด ๆ นักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาดยังเชื่อวลีที่ว่า ไม่ขาย ไม่ขาดทุน อยู่

19. เมื่อเข้าซื้อหุ้นแล้ว สิ่งที่ควรจำข้อแรกคือ เราควรถือหุ้นไปเรื่อย ๆ ตราบใดที่ราคาหุ้นยังมีพฤติกรรมที่เหมาะสม ข้อสอง เราควรระลึกไว้เสมอว่าเป้าหมายของเราคือการทำกำไรในหุ้นตัวนั้นอย่างสมน้ำสม เนื้อ และเราไม่มีทางที่จะขายหุ้นได้ในราคาที่สูงที่สุด เป็นเรื่องที่ไร้สาระมากที่เราจะมานั่งเสียดายเมื่อหุ้นที่เราขายแล้วมีราคา สูงขึ้นไปอีก

20. สิ่งไร้สาระอีกอย่างที่เห็นประจำคือ การที่มีคนบอกว่าหุ้นตัวนี้ undervalued เพราะว่ามี P/E ต่ำ ข้อมูลของโอนีลบ่งชี้ว่าความสัมพันธ์ระหว่าง return rate กับ P/E ของหุ้นที่เป็น best performers นั้นต่ำมาก ข้อมูลย้อนหลัง 33 ปีของโอนีลจากตลาดหุ้นอเมริกาพบว่า best performers มี P/E เฉลี่ย 20 ก่อนจะมี major move เทียบกับ P/E ของตลาดที่ 15 และในจุดที่สิ้นสุด major move หุ้นเหล่านี้มีค่า P/E เฉลี่ยที่ 45

21. หุ้นที่มี P/E ต่ำนั้นมีเหตุผลที่มันจะต่ำอยู่อย่างนั้น จึงไม่ควรจะซื้อหุ้นตัวใดตัวหนึ่งเพียงเพราะว่ามันมีค่า P/E ต่ำ และไม่ควรขายหุ้นเพียงเพราะมันมี P/E สูง โอนีลยกตัวอย่างหุ้น Xerox ที่มีคนขายและ short ที่ราคา $88 เพราะว่ามันมีค่า P/E 50 ผลปรากฏว่าหุ้นตัวนี้วิ่งไปถึง $1,300 (หลังปรับจาก stock split)

22. นอกจาก P/E แล้ว ผลตอบแทนของหุ้นก็ไม่มีความสัมพันธ์กับอัตราเงินปันผลด้วย

23. โอนีลไม่สนใจ overbought/oversold indicators เลย ประสบการณ์ของเขาบอกว่าเครื่องชี้วัดเหล่านี้ไม่มีประโยชน์อะไร

24. การกระจายความเสี่ยง (diversification) คือ hedge of ignorance การเลือกหุ้นไม่กี่ตัวที่สุดยอด และเรารู้จักมันอย่างดี มีความเสี่ยงน้อยกว่า และมีโอกาสได้ผลตอบแทนดีกว่ามาก จำนวนหุ้นที่ควรถือ ขึ้นกับขนาดของพอร์ต ถ้าขนาด 2 แสนบาท ควรถือ 1-2 ตัว, 4 แสนบาท ควรถือ 3-4 ตัว, 1 ล้านบาท ควรถือ 4-5 ตัว, 2 ล้านบาท ควรถือ 5-6 ตัว และ 4 ล้านบาทขึ้นไปควรถือ 6-7 ตัว (อันนี้ปี 1989 นะ ถ้าตอนนี้อาจจะต้องเพิ่มขนาดพอร์ตแต่ละขั้น 2-3 เท่า)

25. สิ่งหนึ่งที่โอนีลเห็นว่าเป็นความเชื่อที่ผิด คือ ความเชื่อที่ว่า stock chart เป็นเรื่องไม่ต่างกับไสยศาสตร์ หาเหตุผลไม่ได้ โอนีลกล่าวว่า นักลงทุนในตลาดเพียง 5-10% ที่เข้าใจเรื่องนี้จริง (คนที่ใช้มัน ส่วนใหญ่ก็ไม่เข้าใจ) เพราะ stock chart แสดงข้อมูลที่เกิดขึ้นกับหุ้นตัวใดตัวหนึ่งอย่างตรงไปตรงมา ไม่ต่างกับแพทย์ที่อ่านคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) ในการติดตามผู้ป่วย

26. Volume ของหุ้นใช้ในการดู supply และ demand ของหุ้นตัวนั้น การเพิ่มขึ้นของ volume สำคัญมากในการเริ่มต้นของ price movement และในช่วง consolidation ที่ดีควรมี volume dry-up

27. การเกิด losing streak ถ้าไม่ใช่เป็นเพราะความผิดพลาดของเราเอง โดยทั่วไปจะเป็นเครื่องเตือนว่าตลาดกำลังแย่ ถ้าเรามี losing streak 6-7 หน เราควรหยุดแล้วออกมาดูข้างสนามเสียก่อนว่าเกิดอะไรขึ้นกับตลาดโดยรวม

28. จากหลักการของ CANSLIM ที่โอนีลใช้มาตลอดนั้น โอนีลย้ำว่าใช้ได้กับการลงทุนหุ้นรายตัวเท่านั้น โอนีลเชื่อว่าทุกคนควรมีบ้าน, อสังหาริมทรัพย์ และลงทุนในหุ้น หรือลงทุนในกองทุนรวม กองทุนรวมถือเป็นการลงทุนที่ดีมากในระยะยาว ปัญหาคือคนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจมัน หัวใจแห่งความสำเร็จในการลงทุนผ่านกองทุนรวมคือลงทุนแล้วนั่งเฉย ๆ ไม่ต้องไปคิด เมื่อตั้งเป้าลงทุนผ่านกองทุนแล้ว เป้าหมายของเราคือเราจะลงทุน 10 ปี 15 ปี หรือนานกว่านั้น นั่นคือหัวใจสำคัญของการได้ผลตอบแทนที่ดีจากกองทุนรวม และการจะทำเช่นนั้นได้หมายความว่าเราต้องผ่านภาวะตลาดแย่ ๆ 3-4-5 ครั้ง กองทุนรวมที่ดีมักให้ผลตอบแทนดีเลิศ (เช่น 70-100%) ในช่วงตลาดกระทิง และอาจติดลบ 15-20% ในช่วงตลาดหมี

29. สำหรับหุ้นรายตัว เราอาจได้ผลตอบแทนสุดยอดหลายเท่า หลายสิบเท่า หรือหลายร้อยเท่า ในทางกลับกัน หุ้นตัวหนึ่งอาจลดมูลค่าลง 80-90-99% ได้ ซึ่งถ้าเราถือหุ้นตัวนั้นอยู่เราอาจไม่สามารถสร้างผลตอบแทนกลับมาให้เท่า เดิมได้อีกเลย แต่การลงทุนในกองทุนรวมนั้นต่างกัน กองทุนเหล่านี้มีการกระจายหุ้นที่ถืออยู่เป็นจำนวนมาก หลากหลายกลุ่มซึ่งถือเป็นตัวแทนของระบบเศรษฐกิจโดยรวมได้ เมื่อเศรษฐกิจผ่านช่วงเวลาเลวร้าย และฟื้นตัวมาได้ กองทุนเหล่านี้ควรฟื้นตัวมาด้วย ความผิดพลาดที่เราเห็นประจำคือ นักลงทุนไม่น้อยเกิดความหวาดกลัวตัดสินใจถอนเงินออกมา และทำลายผลตอบแทนของตนเองลง ทั้งที่อันที่จริงแล้ว นักลงทุนควรซื้อเพิ่มในช่วงนั้น

30. โอนีลไม่เชื่อใน EMT และ random walk theory เพราะตลาดหุ้นไม่ได้มีประสิทธิภาพหรือ random ตลอดเวลา

31. ความสำเร็จของการลงทุนของโอนีล อาศัยปัจจัยสำคัญ 3 ประการ คือ กระบวนการคัดเลือกหุ้นและการเข้าซื้อที่ดี, การจำกัดความเสี่ยง และวินัยที่จะยึดมั่นกับปัจจัย 2 ข้อแรก

 

[เสด-ถะ-สาด].com

Creative Thailand สร้างเศรษฐกิจไทยด้วยความคิดสร้างสรรค์

อัดเดทเนื้อหาล่าสุดจาก INCquity

Salween News Online : สาละวินนิวส์ออนไลน์

1000 Awesome Things

The Prospect Group

Financial Times - Asia

About.com Investing for Beginners

About.com Investing for Beginners: Most Popular Articles

Listing of recent news from Hong Kong Trade Development Council

USA.gov Updates: News and Features

Trading Economics

Morningstar Articles

Biography.com - Weekly Listings for January 27 - February 02

Biography.com - On This Day Headliners

REW Blogs : Real Estate Webmasters Blogging Platform

Food.com: Newest recipes

ISE Announcements

IMD Business School - Tomorrow's Challenges Articles

IMD MBA Blogs : MBA Blog class of 2013